|
|||
| ภาษาอังกฤษ หน้าแรก เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมะพอเพียง การเมือง บันเทิง กีฬา ท้องถิ่น ทำมาหากิน มหาเนชั่นบล็อก |
|
หยุดทำร้ายประเทศไทยฟื้นสัมมาทิฐิแก้วิกฤตการเมืองไทย
"หุ่นนักปรัชญา พวกนึกว่าโสคราตีสกลับชาติมาเกิด พี่ว่าผมนะหล่อว่าโสคราตีสตั้งเยอะ....ก็เห็นด้วยกับพี่...พี่เป็นชายที่ธรรมดา แต่ความคิดไม่ธรรมดา ออกจะแปลกๆแต่ไม่ถึงกับเพี้ยน พี่ทั้งถาม ทั้งเถียง ทั้งไล่เมื่ออาจารย์บรรยาย พี่ว่าเรียนปรัชญามันต้องอยังงี้ แล้วมักจะมีเสียงข้างหลังดังมาบ่อย พี่ถามได้แต่มือไม้ไม่เกี่ยว (มือที่ประกอบท่าทาง) พี่ใจดีช่วยเหลือธุระภายในห้องมากจริงๆ อ้อนึกออกแล้วก็พี่เป็นท่านรองด้วยนี่" นี้เป็นข้อความที่เพื่อนเขียนถึงในบทความ "ใครเป็นใครในห้องพุทธฯ ปรัชญา" ในหนังสือพุทธศาสตรบัณฑิต หนึ่งศตวรรษแห่งการสถาปนารุ่นที่ 36/2532 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ได้ค้นมาอ่านในช่วงวันหยุดสงกรานต์ปี 2553 ทามกลางความหดหู่กับสภาพการเมืองไทยที่แบ่งฝ่ายรบกันเอง ไม่ได้นึกมาก่อนว่าหนังสือเล่มนี้จะหลงเหลือให้อ่านทบทวนความหลัง เพราะกาลเวลาก็ผ่านมา 20 ปีกว่าแล้ว ให้เห็นการพัฒนาการของเพื่อนแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนก็เป็นครูอาจารย์ บางคนก็คิดจะเป็นนักการเมืองขึ้นเวทีเสื้อแดง บางคนก็เป็นนักข่าว บางรูปที่ยังไม่สึกก็เป็นเจ้าอาวาสก็มาก เจอกันในงานศิษย์เก่าก็เแถบจะลืมเลือน
เพื่อนที่ชื่อว่า "บุญธรรม ศรสวัสดิ์" ได้เขียนเกริ่นเริ่มต้นในบทความ "ใครเป็นใครในห้องพุทธฯ ปรัชญา" น่าสนใจยิ่งที่ระบุว่า มีคนมากมายถามพวกเราว่า เรียนปรัชญาเพื่อทำอะไร เราตอบได้เขาไม่ได้ว่าเรียนเพื่ออะไร เรารู้แต่ว่ามีอะไรให้เราทำมากกว่า ที่เราเรียนเพราะการเรียนปรัชญาสามารถจะพัฒนาความคิดเราได้ เราเรียนเพราะเราเห็นว่าการเรียนกับความคิดเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก การเรียนโดยไม่คิดก็เสียเวลาเรียน คิดโดยไม่เรียนก็เพี้ยนหนักเข้าไปอีก มีสมองปกติแล้วจะเป็นนักคิดได้ทุกคน คนที่จะเป็นนักคิดต้องคิดลึก แต่ถ้าคิดไม่เป็นก็กลายเป็นคนคิดมาก และชอบระแวงจับผิดคนอื่น ส่วนคนที่คิดตื้นๆ แต่ขยันคิดก็อันตราย เพราะไม่ช้าไม่นานก็เป็นนักคิดสมบัติบ้าๆ หรือที่เรียกว่า"นักปรัชญาสติเฟื่อง" นั่งเอง ก็นับได้ว่าเพื่อนเขียนได้สนใจไม่น้อย เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมไทยปัจจุบันนี้คิดเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คนไทยมีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายฆ่ากันเอง แล้วคนไทยจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร หรือจะปล่อยให้ประเทศชาติพังไปต่อหน้าต่อตา เชื่อแน่ว่าหลายคนท้อแท้สิ้นหวัง ก็ได้ทบทวนสรรพวิชาต่างๆที่เรียนมาก็พอจะระงับอารมณ์ลงได้บ้าง เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามกรรมมีเกิดขึ้นตั้งอยู่และก็ดับไป ส่วนจะดับไปช้าหรือเร็วนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เมื่อมีความเมตตา กรุณา ต้องการให้สังคมมีความรัก ความสามัคคีกันแล้ว แต่เมื่อยังมีคนที่มีกิเลส ตัณหา มีอวิชชาครอบงำอยู่ ก็จะเป็นต้องตั้งอยู่ในอุเปกขาปล่อยวางให้เป็นไปตามกรรม ขณะเดียวกันก็เพียรพยายามที่จะชี้แนะช่วงหาทางออกให้กับสังคมบ้าง ก็พอจะเห็นทางสว่างจากคำแนะนำของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ในหนังสือ "ฟื้นสุขภาวะยามสังคมวิกฤต" ที่จัดพิมพ์จากธรรมกถาตามคำอาราธนาของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางชุมนุมพุทธธรรมศิริราช ได้ดำเนินการบันทึกภาพวีดิทัศน์ที่วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม และนำมาฉาย ณ โรงพยาบาบศิริราช ในงานประชุมวิชาการ 120 ปี ศิริราช วันที่ 17-21 มี.ค.2551 พระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ในคราวนั้นว่าเวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายแรงที่สุดคือป่วยทางปัญญา นับเป็นปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุด คนไทยมักเอาความรู้สึกเป็นใหญ่ อยู่กับความรู้สึกมาก แล้วความรู้สึกนั้นก็มักจะครอบงำเขาไปเช่นจะมองจะชี้ว่า คนนี้ กลุ่มนี้ พรรคนี้ ดีหรือไม่ดี จิตก็จะแวบไปที่ความรู้สึกว่าชอบใจหรือไม่ชอบใจก่อนและติดอยู่แค่นั้น แล้วก็ตัดสินไปตามความรู้สึกที่ชอบ หรือไม่ชอบจบแค่นั้น ถ้าอยู่กันแบบนี้ทั้งคนทั้งสังคมก็ไม่ไปไหน ตัวคนก็ป่วย แล้วก็พาสังคมให้ป่วย ป่วยไปด้วยกันหมดทั้งสังคม เพราะฉะนั้นจะต้องแก้ไขเอาปัญญามาเป็นใหญ่ ให้ปัญญาให้มาก ต้องพัฒนาให้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมทางปัญญาสูง ต้องยอมรับตัวเองว่า สังคมไทยนี้อ่อนวัฒนธรรมทางปัญญา เริ่มตั้งแต่วัฒนธรรมแสวงหาปัญญาเป็นต้นไป จึงต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมทางปัญญา รวมทั้งวัฒนธรรมแห่งการแสวงหาปัญญานั้นขึ้นมา ทั้งนี้พระพรหมคุณาภรณ์ได้แนะว่าตอนแรกเมื่อคนป่วยเป็นรายๆ สังคมต้องช่วยแก้ แต่ถ้าสังคมป่วยเอง คนต้องตั้งหลักให้ได้แล้วมาแก้ไข หมายความว่าเราต้องมาชวนกันทุกท่านทุกคนมาช่วยกันบำบัดเยียวยารักษาสังคมนี้ นับได้ว่าถูกต้องและเรียนไม่ผิดที่ได้ตัดสินใจเรียนปรัชญาเพื่อพัฒนาปัญญา เพราะช่วงนั้นคิดว่าถ้าเรียนสาขาพุทธศาสนาก็รู้เฉพาะพุทธศาสนา แต่ถ้าเรียนปรัชญาทำให้รู้ทั้งปรัชญาและศาสนา ทำให้รู้จักคิดเป็น ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพของอารมณ์ และไม่ถูกใครจูงจมูกไปทางนั้นทางนี้ ชั่งโชคดีแท้ สำราญ สมพงษ์รายงาน วันที่ 13 เม.ย. พ.ศ.2553
|
|