|
|||
| ภาษาอังกฤษ หน้าแรก เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมะพอเพียง การเมือง บันเทิง กีฬา ท้องถิ่น ทำมาหากิน มหาเนชั่นบล็อก |
|
ชุ่ยนักประพันธ์โคลงยุคใหม่อ.เนาวรัตน์ติงจี้เสริมหวั่นสูญ
"นักประพันธ์โคลงทุกวันนี้ป่วย แต่งบทโคลงออกอากาศทางทีวีตามวาระต่างๆนั้น "ชุ่ยมาก" แต่งกันแบบไม่เห็นความสำคัญ ดังนั้น จะปล่อยให้บทโคลงเลวๆ ออกมาในเหตุการณ์สำคัญๆ อีกไม่ได้แล้ว ขออย่าชุ่ยกับบทกวี" นี้เป็นคำกล่าาวของอาจารย์เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง พื้นฐานการประพันธ์ร้อยกรองไทย(การประพันธ์โคลง) ขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดขึ้นโดยมีครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมประมาณ 100 คน ซึ่งได้มีโอกาสเข้าไปร่วมสังเกตุการณ์ด้วย คำกล่าาวของอาจารย์เนารัตน์ครั้งนี้นับว่า "แรงมาก" ได้ถามเพื่อนที่ติดตามการเคลื่อนไหวของวงการวรรณกรรมก็ได้คำตอบก็บอกว่า "ไม่เคยได้ยินอาจารย์เนวรัตน์กล่าวเช่นนี้มาก่อนเลย" จึงรู้สึกหน้าชาแทนบุคคลที่อาจารย์กล่าวถึง ได้แต่เป็นเครื่องเตือนสติตัวเองว่า "ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะทำแบบชุ่ยๆไม่ได้แล้ว เพราะคนรู้มีและจะตำหนิได้ว่า"ภูมิรู้มีเพียงเท่านี้หรือ
อาจารย์เนารัตน์ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้นักประพันธ์โคลงในประเทศไทยที่มีฝีมือมีเพียง 5 คนเท่านั้นคือ "บุญเตือน ศรีวรพจน์" นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร และ "วิลักษณ์ ศรีป่าซาง" อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตล้านนา ส่วนอีก 3 คนนั้นไม่ขอเปิดเผย "ส่วนสาเหตุที่นักประพันธ์โคลงไม่มีคุณภาพและมีน้อยนั้น คงเป็นเพราะระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กได้ทำหรือเรียนในสิ่งที่เขารัก อย่างผมเองได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เป็นเด็กพ่อจะเอาถ่ายเขียนโคลงไว้บนฝาบ้านแล้วอ่านให้ฟัง พอเรียนหนังสือก็ชอบแต่กลอนจีบสาวให้เพื่อน" อาจารย์เนารัตน์กล่าวและว่า บทประพันธ์แต่ละประเภทนั้นมีระดับหรือความเหมาะสมในการนำไปใช้ หากเป็นการแต่งเพื่อเคารถบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา หรือบุคคลที่เรานักถือนั้น จะต้องเป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ เท่านั้น ส่วนกลอนจะเป็นเรื่องทั่วๆไป และจากการที่ได้ไปร่วมสังเกตุการณ์ได้ความรู้ว่า "กวีสามารถย่อโลกทั้งโลกมารวมไว้ในบทโคลบทเดี่ยว" เป็นการสนับสนุนความรู้ที่ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละบทนั้นมีองค์มรรค 8 ประการเป็นแนวทางของการบรรลุธรรมครบถ้วนแล้ว ดังนั้นพระอัสสชิได้แสดงธรรมเพียงว่า "ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมนั้น" คนทั่วๆไปฟังแล้วคงจะรู้สึกเฉย แต่อุปติสสมานพ(พระสารีบุตร) ได้ฟังแล้วเกิดดวงตาเห็นธรรม ดังนั้น คนที่บอกว่าตัวเองรู้อะไรนั้นอาจจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไร (จริง) ก็ได้ สำราญ สมพงษ์รายงาน วันที่ 02 ก.ค. พ.ศ.2553
|
|