จะด้วยบุพเพสันนิวาสหรืออย่างไรไม่ทราบได้ มีสาวน้อยชาวขแมร์คนหนึ่งได้ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารต้อนรับแขกที่ไปร่วมงานเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ก็เริ่มสังเกตุเธอไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นสาวขแมร์นามว่า "วารินทร์" และได้ทราบว่าเธอเป็นหลานสาวของป้าที่เป็นแฟนลุงซึ่งก็เป็นชาวขแมร์สุรินทร์ ประเด็นเชื่อชาติของเธอก็ไม่ได้เป็นจุดที่อยู่ในความสนใจเท่าใดนัก เพราะถึงอย่างไรลุงก็ยังรักป้าได้
จุดที่ทำให้คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใช่ก็อยู่ที่ตอนจะแห่นาคไปบวช ทุกคนที่ไปร่วมงานต่างก็เข้าแถวร่วมขบวน ทันใดนั้นสายตาของข้าพเจ้าก็ได้เห็นภาพที่เธอกำลังล้างจานอยู่ ก็เข้าไปถามว่า "ไม่ไปร่วมแห่นาคหรือ" ก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่เป็นไร ต้องดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านก่อน" จึงทำให้เกิดความคิดว่า "เธอไม่เหมือนกับคนเท่าไปมีความรับผิดชอบ" และตลอดช่วงที่ข้าพเจ้าอยู่บนหลังช้างแห่นาคภาพของเธออยู่ในความคิดเหมือน
จนกระทั้งพิธีบวชเสร็จ และลุงก็ทราบว่าเราสนใจเธอจึงได้พาไปที่บ้านเธอ จึงทำให้ทราบว่าคนในหมู่บ้านเธอพูดภาษาขแมร์กันทั้งนั้น หากเอาเรื่องภาษาและเชื้อชาติมาเป็นตัวกำหนดแล้ว "ความรัก" ก็คงจะไม่งอกงามมาจนถึงทุกวันนี้
ช่วงที่ทำงานอยู่เซเว่นฯ รร.เอเชีย จนกระทั้งหนังสือพิมพ์ ที่ กทม. เราสองคนก็ติดกันทางจดหมายอยู่เสมอ จะพูดได้ว่า"จดหมายรักข้ามเขาพระวิหารเลยก็ว่าได้" ขณะเดียวกันก็ทราบว่าในวันบวชลูกลุงนั้นไม่ใช่มีเราเท่านั้นที่สนใจเธอ ยังมีคนที่ไปร่วมงานก็สนใจเธอด้วย จึงทำให้เพิ่มประมาณการสานใยรักให้มากขึ้น เมื่อมีโอกาสก็จะไปหาเธอไปเที่ยวงานช้างสุรินทร์กันดูจะมีความสุขไม่น้อยตามประสาหนุ่มสาว
เข้าปี 2537 ได้ทำหนังสือพิมพ์ประจำอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นช่วงที่ทางกระทรวงภายใต้การนำของนายสัมพันธ์ ทองสมัคร กำลังทำแผนการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก จัดสัมมนาไปตามภาคต่างๆ แต่พอจะถึงภาคอีสาน นายสัมพันธ์ก็ได้พานักข่าวไปเลี้ยงที่ร้านอาหารกาหลงใกลัวัดเทวราชกุญชร ก็คุยกันเรื่องปฏิรูปการศึกษาไปเรื่อยๆ และตบท้ายด้วยคำถามว่า"นักข่าวในที่นี่มีใครจะแต่งงานบ้าง" นักข่าวที่ไปร่วมงานก็ชี้มาที่ตัวข้าพเจ้า และนายสัมพันธ์ตอบตกลงว่าจะเป็นเจ้าภาพให้
หลังจากนั้นแผนการจัดสัมมนาทำแผนการปฏิรูปการศึกษาภาคอีสานที่จังหวัดสุรินทร์และแผนการจัดงานแต่งงานบวกเข้าด้วยกัน เพื่อต้องการรณรงค์วัฒนธรรมการแต่งงานแบบขแมร์อีกทาง โดยมีแม่งานคือนางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ติดตามงานด้านวัฒนธรรมมาตลอด แม้จะเกษียณแล้วก็ยังมีผลงานแสดงความกรณีการขึ้นมรดกโลกออกมาเสมอๆ และวิทยาลัยครูจังหวัดสุริทร์สมัยนั้น จึงได้เตรียมจัดงานแต่งงานแบบขแมร์ขึ้นในวันที่ 28 เม.ย.2537 จากเดิมกำหนดวันที่ 29 เม.ย.แต่ต้องล่นเข้ามา
พิธีจัดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 28 เม.ย. ผู้บริหารที่ไปร่วมงานสัมมนาปฏิรูปการศึกษาต้องแต่งตัวแบบขแมร์ ส่วนทางญาติเจ้าบ่าวซึ่งมาจากจังหวัดศรีสะเกษก็แต่งตัวแบบไททรงดำหรือไทพวนก็ยังงง หลังจากพิธีแต่งเสร็จก็ได้ถามชาวบ้านว่าเคยมีพิธีแต่งงานที่มีแขกระดับนี้ในหมู่บ้านนี้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มี ก็ทำให้ตัวลอยอยู่ไม่น้อย
หลังจากนั้นชีวิตการคลองคู่ก็ดำเนินไปสุขบ้างทุกข์บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราอยู่กันด้วยความเข้าใจและความรับผิดชอบ และไม่ถือว่าเธอเป็นวัตถุที่ต้องเก็บไว้ในตู้หรือในบ้าน ให้สิทธิความเป็นส่วนตัวของเธอ จนกระทั้งเรามีทายาทด้วยกัน 2 คนกำลังเรียนอยู่ ม.1-2 โดยพยายามสอนให้เป็นคนมีจิตสาธารณะ เพราะพ่อของเขาเองก็เป็นคนที่เติบโตมาด้วยสาธารณชน รู้จักดูคนและคบคน ไม่หูเบา ความรู้ถึงจะสำคัญแต่ความประพฤติต้องมาก่อน
จากข้างต้นนี้ก็คงจะพอประมวลได้ว่าเป็นเพราะอะไรวันวาเลนไทน์ปีนี้ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก หากเป็นคนคลั่งชาติก็คงจะเอาลูกและแฟนคืนให้กับฮุนเซนแล้ว ในทางตรงกันข้ามพยายามกระตุ้นให้ทายาทเรียนรู้ภาษาวัฒนธรรมขแมร์ จนกระทั้งมีความคิดจะเอาไปให้แม่ยายเรื่องเพื่อจะได้ภาษา แต่ด้วยความไม่มั่นใจจึงทำให้ทายาททั้งสองไม่สามารถเรียนรู้ภาษาขแมร์จนกระทั้งทุกวันนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงจะช่วยพ่อเขาได้ว่าฮุนเซนพูดอะไรบ้างในแต่ละวันโดยไม่จำเป็นต้องแปลมาจากฝรั่งอีกทอดหนึ่งถูกบ้างผิดบ้างใช่อคติเข้าไปและนักข่าวไทยก็เชื่อตามนั้น
เมื่อมองในแง่ศาสนา ไทยก็พุทธกัมพูชาก็พุทธ ฮุนเซนก็เป็นเด็กวัดมาก่อน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นชาวพุทธ วันที่ 18 ก.พ.นี้ก็จะเป็นวันมาฆบูชาแล้ว หากใช้วิธีอื่นเจรจาแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไม่ได้แล้ว ลองเอาวิถีพุทธเข้าไปจับตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ คือไม่ทำร้ายกัน ไม่กล่าวร้ายกัน ทำจิตให้ผ่องใส เจรจากันแบบชาวพุทธเขาคุยกันแล้วเชื่อแน่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้
เคยมีความคิดว่าประเทศในเอเชียนี้ส่วนใหญ่เป็นก็มีผู้บริหารเป็นชาวพุทธลองไม่ใช้วิถีพุทธเข้ามาแก้ปัญหาดูบ้าง เพราะการนำวิธีการเมืองการปกครองแบบตะวันตกมาแก้ก็มีแต่จะให้เกิดปัญหา คนจน คนเดือดร้อนในภูมิภาคนี้ยังมีอีกมาก ผู้บริหารทั้งไทยและกัมพูชาจะกินอยู่อย่างสบายปล่อยให้คนชายขอบไม่มีอันจะกินแล้วจะยังมีความสุขอยู่อีกหรือ อย่าคิดว่าภูเขาน้ำแข็งจะไม่ละลายเพราะมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ที่อียิปต์ จงมีความสุขๆเถิดชาวโลก อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
สำราญ สมพงษ์รายงาน วันที่ 14 ก.พ. พ.ศ.2554