|
|||
| ภาษาอังกฤษ หน้าแรก เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมะพอเพียง การเมือง บันเทิง กีฬา ท้องถิ่น ทำมาหากิน มหาเนชั่นบล็อก |
|
แม่จ้าแม่ดอกจำปาบัดนี้แม่อยู่ไหนไทย-ลาวหรือสรวงสวรรค์
เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม พ.ศ.2553 ขอเปิดเพลง"ดอกจำปา" กล่อมแม่ให้แม่หลับสบายไม่ต้องเป็นห่วงลูก เพราะแม่ของข้าพเจ้าชื่อ "จำปา" ตั้งแต่ข้าพเจ้าลืมตาดูโลกและจำความได้น้อยครั้งที่จะได้เห็นหน้าแม่ อยู่กับแม่ และกอดแม่ เพราะเมื่อจำความได้ทราบว่าพ่อได้พาแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา กทม.ด้วยการทางโรคประสาทเนื่องจากตกเลือด โดยปล่อยให้ข้าพเจ้าและน้องอยู่กับญาติตามลำพัง เมื่อปี 2515 ช่วงนั้นยังไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อได้อพยพครอบครัวจาก จ.เพชรบูรณ์ไปอยู่ที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และช่วงที่เขมรแตกพอดี ทั้งๆที่อาการของแม่ก็ยังไม่ค่อยดีนัก และต้นปี 2517 พ่อก็ประสบปัญหาโดยถูกกล่าวหาว่าดื่มสุราและผลักเพื่อนให้รถชนตาย จึงต้องหนีไปอยู่กับพี่ชายที่ จ.หนองคาย โดยปล่อยแม่ข้าพเจ้าและน้องอีก 2 คนต้องเผชิญกับชะตากรรมตามลำพังอีกเช่นเคย ในที่สุดชาวบ้านที่ อ.นางรองก็ได้พาแม่ข้าพเจ้าและน้องไปส่งให้กับน้องสาวของแม่ที่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านเดิมของแม่ เมื่อไปถึงแล้วปรากฏว่าน้องสาวของแม่ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ อ.ชนแดน จ.เพชรบูร์ เบื้องต้นชาวบ้านจึงได้พาข้าพเจ้าแม่และน้องไปส่งที่บ้านอาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อที่ อ.ชนแดน เพื่อรับภาระส่งต่อไปหาน้องสาวแม่ซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่ง เมื่อทางอาได้พาข้าพเจ้าแม่และน้องไปส่งให้น้องสาวแม่แล้ว และตรงที่จะรับภาระเลี้ยงดูน้องชายข้าพเจ้า 1 คน เมื่อข้าพเจ้าได้ไปอยู่กับแม่ที่บ้านน้องสาวแม่ได้ระยะหนึ่งมีควาามรู้สึกไม่คุ้นเคยประกอบกับเป็นห่วงน้องจึงได้เดินลัดเลาะป่าเพื่อไปหาน้องซึ่งอยู่หางกันเกือบ 10 กิโลเมตร เมื่อใกล้จะถึงบ้านอาเกิดความเป็นห่วงแม่อีกจึงเดินกลับ และได้เดินกลับไปกลับมาเช่นนี้ 3-4 รอบ ในที่สุดจึงตัดสินที่จะไปอยู่ที่บ้านอา ซึ่งทางอาก็ยินดีรับอุปการะ เมื่ออยู่กับอาจนกระทั้งจะสิ้นปี ทางหลวงปู่ซึ่งเป็นญาติของพ่อซึ่งจำวัดอยู่ที่ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร และเป็นผู้ที่พ่อและอาเคยบวชเณรอยู่ด้วย ได้ดินทางไปบ้านอาและได้เห็นสภาพการเป็นอยู่ของข้าพเจ้าและน้องจึงได้นำข้าพเจ้าและน้องไปเลี้ยงที่วัด
และในปี 2518 พ่อได้พาน้องคนเล็กที่อยู่กับแม่มาเยี่ยมในสภาพที่ยังดื่มสุราอยู่ หลวงปู่เห็นสภาพแล้วจึงได้แนะนำแถมกล่อมให้บวชในที่สุดพ่อก็ตัดสินใจบวชตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั้งปัจจุบันนี้ 30 พรรษากว่าแล้ว ส่วนแม่ก็อยู่กับน้องสาวเพียงลำพังและต่อมาก็มีแฟนใหม่และได้มาเยี่ยมข้าพเจ้าและน้องเข้าใจว่า 2 ครั้ง เนื่องจากหลวงพ่อไม่ค่อยพอใจนัก เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนหนังสือจบ ป.4 จึงได้บวชเป็นสามเณรจนกระทั้งสอบได้นักธรรมชั้นโท หลวงปู่จึงได้พาไปฝากให้เรียนหนังสือต่อกับหลวงลุงซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติที่วัดเทวราชกุญชร กทม.ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งใจเรียนเพราะจากคำที่พ่อได้เคยสอนไว้ว่า"พ่อไม่มีสมบัติอะไรให้หากอยากได้อะไรให้เรียนเอา" ข้าพเจ้ามีแต่เรียนกับเรียน เรียนทุกอย่างที่สามารถเรียนได้ จนกระทั้งสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค และสอบเทียบ ม.6 ได้ จึงสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่ที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯเมื่อไปเยี่ยมหลวงปู่และหลวงพ่อที่วัดเดิมก็พยายามถามข่าวแม่อยู่เสมอ และได้ข่าวว่าแม่ยังคงอยู่กับแฟนใหม่ที่ อ.ชนแดนและได้เคยไปเยี่ยมครั้งหนึ่ง และเมื่อปี 2529 ได้ไปเยี่ยมแม่อีกครั้งที่ อ.ชนแดน ก็ได้ทราบว่าแม่ได้ไปอยู่กับหลวงตาที่วัด อ.บางมูลนาก จึงได้ไปหาจนพบ และนำแม่มาอยู่ด้วยที่วัดเทวราชกุญชร เนื่องจากแม่เป็นโรคม่ามโต และได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่นาน เข้าออกโรงพยาบาลก็หลายครั้ง ค่ารักษาก็จำต้องให้ทางโรงพยาบาลช่วยในระบบสังคมสงเคราะห์ และหากมีเงินก็จะจ่ายบ้างในส่วนที่เห็นว่าพอไหว และในปี 2530 ข้าพเจ้าได้บวชเป็นพระแม่ก็ได้อุ้มผ้าไตรในพิธีอุปสมบทเข้าใจว่านำความสุขให้กับแม่ไม่น้อย และแล้วแม่ก็อยู่กับข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าปนนิบัติได้ไม่ได้ ในที่สุดในปี 2534 มัจจุราชก็พรากแม่ได้จากข้าพเจ้า ไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของข้าพเจ้าอีกขั้นหนึ่ง โดยในปี 2535 ข้าพเจ้าได้เรียนจบพุทธศาสตรบัณฑิต เอกปรัชญา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยไม่มีใครไปร่วมแสดงความยินดีกับข้าพเจ้าแม้นแต่คนเดียว หลังจากแม่เสียชีวิต วิถีชีวิตของข้าพเจ้าก็ดำเนินไปตามจังหวะจนถึงปัจจุบัน ถึงแม่จะเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์มากนักแต่ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าไม่ต้องการอะไรมากนอกจากต้องการเห็นลูกเป็นคนดี และข้าพเจ้าก็พยายามที่จะกระทำตามความต้องการของแม่นั้นอยู่เสมอ ช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศลาว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดความคิดที่จะศึกษารากเหง้าของตัวเองว่ามาจากไหนทั้งทางฝ่ายพ่อและแม่ ซึ่งคงจะต้องค้นหาต่อไป แต่ในส่วนของทางแม่นั้น เท่าที่ทราบแม่เป็นคนแง้วหรือไทยพวน เมื่อได้ฟัง "เพลงดอกจำปา" ทำให้คิดถึงแม่และคิดว่ารากเหง้าของแม่น่าจะเป็นคนลาวที่อพยพมาจากประเทศลาว เพราะไม่เช่นนั้นหลวงตาคงไม่ตั้งชื่อแม่ว่า "จำปา" และตั้งชื่อน้องสาวแม่ว่า "จำปี" และเมื่อค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วทำให้ทราบว่าชื่อของแม่เป็นชื่อของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และเป็นสาเหตุหนึ่งให้ข้าพเจ้าสนใจที่จะศึกษาความเป็นมาของชาติพันธุ์คนไทหรือไตทั้งอดีตและปัจุบันเพื่อเป็นการบูชาคุณแม่ และเชื่อว่าบัดนี้แม่คงอยู่บนสรวงสวรรค์แล้ว จากอานิสงส์ที่ได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกแม้นจะเป็นช่วงเวลาที่น้อยนิดก็ตาม เพราะไม่เคยทราบว่าแม่ได้ทำกรรมไม่ดีอะไรในชาตินี้ ส่วนความทุกข์ทรมานที่แม่ได้รับในชาตินี้ก็เชื่อว่าคงเกิดจากผลกรรมที่แม่ทำไว้ในชาติบางก่อนมาส่งผลอย่างแสนสาหัส ทั้งการพัดพรากจากลูก โรคร้ายมารุมเร้าจนกระทั้งเอาชีวิตไม่รอด แต่ถึงอย่างไรแม่ก็คือคนดีของลูกเสมอทั้งที่มีชีวิตอยู่และจากลูกไปแล้ว สำราญ สมพงษ์ รายงานวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2553
|
|