|
เขมรตาสว่างอัดทักษิณตัวอันตรายทำเศรษฐกิจทรุด
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ได้รายงานเมื่อวันศุกร์ (27ส.ค.) ระบุถึงนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของกัมพูชาได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจอันเกิดจากปัญหาทางการเมืองกับประเทศไทย เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวตกต่ำอย่างรุนแรงถึงขั้นอันตราย
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจกัมพูชาชี้ว่า การลงทุนจากธุรกิจไทยในกัมพูชาลดลงจากระดับ 178 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 สู่ระดับ 2 ล้านดอลลาร์ ในครึ่งแรกของปีนี้ ขณะเดียวกันการส่งออกจากกัมพูชาไปยังไทย ลดลงถึง 50% ต่ำลงเป็นสถิติใหม่เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าจากกัมพูชาไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ
แม้นว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการค้าและการคลัง แต่ก็เป็นแบบพื้นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้เรียนรู้จากการเรียนในระดับปริญญาตรีเมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่อนำคำแนะนำเกี่ยวกับการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ มาพิจารณาก็พบว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจประเทศกัมพูชาอย่างที่ควรจะเป็น
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจกัมพูชายังให้ความเห็นด้วยว่า แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชายืนยันว่าการลาออกของพ.ต.ท.ทักษิณเกิดขึ้นจากการสมัครใจ แต่สภาพัฒน์ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง อย่างไรก็ตาม การลาออกของพ.ต.ท.ทักษิณถือเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่ให้แก่กัมพูชา หลังจากที่ให้คำแนะนำในทิศทางที่ทำให้กัมพูชาย่ำแย่ลงมาโดยตลอด
จากผลของการรายงานดังกล่าวแสดงให็เห็นว่ากัมพูชาตาสว่างแล้ว แค่คนไทยบางกลุ่มยังใส่แว่นตาดำอยู่จึงมองเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณคือเทวดาที่จะเสกความสุขได้
หากกัมพูชาเห็นมามองหลักการในอดีตตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ที่เจ้านโรดมสีหนุ ได้นำเสนอ "พุทธสังคมนิยม" (Buddhist Socialism) บนฐานคิดของพุทธศาสนาและโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมกัมพูชา โดยเน้นหลักความเสมอภาค ความเป็นอยู่ที่ดีของคนยากจน และเอกลักษณ์ของชาติ พระองค์ทรงย้ำว่าความเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศของกัมพูชา มาจากหลัก "ทางสายกลาง" ในพุทธศาสนา ก็เชื่อแน่ว่ากัมพูชาจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เจริญรุ่งเฉกเช่นในอดีตสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือไม่ก็ทำให้ชาวกัมพูชาพออยู่พอกินแบบพอเพียงไม่ลำบากมากนัก
สำราญ สมพงษ์รายงาน วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2553
|