|
|||
| ภาษาอังกฤษ หน้าแรก เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมะพอเพียง การเมือง บันเทิง กีฬา ท้องถิ่น ทำมาหากิน มหาเนชั่นบล็อก |
|
ปฏิรูปองค์กรสื่อโลกด้วยบ้านเมืองไทยถึงจะน่าอยู่
ได้ทราบการประท้วงการเสนอข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทยของนายแดน ริเวอร์ นักข่าวสำนักข่าว CNN ในลักษณะบิดเบือนไม่รอบด้านของ "สุกี้" กมล สุโกศล แคลปป์ อดีตผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเบเกอรี่มิวสิค รวมตัวกับเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ต่างๆ ทำจดหมายเปิดผนึกขอคำชี้แจงจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น และจี้ให้สำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อสารมวลชน ทางอีเมลตั้งแต่วันเสาร์ที่ 22 พ.ค. จึงได้เข้าไปติดตามทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทำให้ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงทั่วไปก็คงไม่มีรู้สึกอะไรมากนัก เพราะก็รู้ๆอยู่แล้วว่าสำนักข่าวต่างประเทศเป็นอย่างไรโดยที่มีการเลือกข้างหรือสนับสนุนใครอย่างชัดเจนตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 แล้ว โดยได้นั่งดูการรายงานเหตุการณ์เมื่อช่วงนั้นอย่างจริงจังทำให้สมมุติฐานได้ตั้งไว้เป็นความจริง แต่การบิดเบือนและการนำเสนอผ่านทางคลิปที่อัพขึ้นยูทูปนั้นทำให้รู้สึกสะเทือนใจคนไทยเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ผู้ประกาศข่าวซีเอ็นเอ็นทำเพียงขอโทษผ่านทางทวิตเตอร์เท่านั้น ซึ่งชาวทวิตเตอร์ลงความเห็นว่าเป็นการขอโทษแบบประชัดด้วยซ้ำไป อย่างเช่น "Fann Dektachang" ได้แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กบอกว่าซีเอ็นเอ็นลงข่าวทำลายประเทศไทย และจาบจ้วงสถาบันอย่างรุนแรง โปรดช่วยกันเข้าไปคอมเม้นท์ซีเอ็นเอ็นด้วยเถิดครับ ได้โปรดช่วยกันกระจายข่าวด้วย อย่าให้จาบจ้วงและให้ร้ายประเทศของเราได้ ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค.ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือประท้วงไปทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น แต่ก็มีความรู้สึกว่าช้าไปมาก เพราะ "สุกี้"ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว ร่วมถึงคุณ "นภัส ณ ป้อมเพ็ชร์" ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มาถึงวันจันทร์ที่ 24 พ.ค.ทางคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) จัดประชุมสัมมนาในหัวข้อ "บทบาทของซีเอ็นเอ็น กับมาตรการทางสังคมของไทย" โดยมีตัวแทนจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สมาคมการค้าและผู้ประกอบการเคเบิลทีวี สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย คณะวารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน นายสมเถา สุจริตกุล นักเขียน และ "สุกี้" ไปร่วมด้วย "การเสนอข่าวที่ไม่จริงเช่นการไปบอกว่าทหารรุกรานประชาชนซึ่งความจริงไม่ใช่ ทั้งนี้เราจะส่ง จม.ถึงซีเอ็นเอ็นกรณีรายงานข่าว และการกระทำเช่นนี้ พร้อมจัดสัมมนาเชิญนักข่าวต่างประเทศมาหารือและทำความเข้าใจ แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้กับยักษ์ใหญ่แต่หวังว่า 1. ให้คนไทยประจักษ์ว่าการรายงานของต่างชาติไม่ถูกต้องเสมอไป 2.ให้โลกทราบว่าสิ่งที่ซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวของไทยอย่างไรบ้างและให้ซีเอ็นเอ็นทราบว่าเขารุกล้ำอธิปไตยซึ่งก็ไม่ถูกต้องมากนัก" "สุกี้" ได้กล่าวให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ไม่ใช่เฉพาะสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเท่านั้นที่เสนอข่าวในเชิงบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่รู้หรือแกล้งไม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส ยกตัวอย่างฉบับวันจันทร์ (24 พ.ค.) ได้ตีพิมพ์จดหมายของนายดีเร็ค ทอนคิน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยช่วงปี 2529-2532 ที่เตือนชาวต่างชาติให้ระมัดระวังการใช้มาตรฐานตะวันตกกับการเมืองไทย จดหมายของนายทอนคินมีขึ้นเพื่อตอบโต้บทความเรื่อง วิกฤติไทยไปไกลกว่าเหลืองและแดง ของนายเดวิด พิลลิง บรรณาธิการภูมิภาคเอเชียของไฟแนนเชียลไทม์ส ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ว่า นายพิลลิงพูดถูกที่ว่า การเมืองไทยมีความซับซ้อน แต่อยากให้ระมัดระวังกรณีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้อำนาจทางการเมืองแก่คนยากจนทางภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศ เนื่องจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ให้ไปส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้อย่างไม่รอบคอบ และทำให้คนยากจนยิ่งมีหนี้สินพอกพูน ส่วนกรณีที่นายพิลลิงระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมนั้น นายทอนคินได้แจกแจงผลการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงในสภามากเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคพลังประชาชน ต่อมาพรรคพลังประชาชนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภา อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยสรุปในตอนท้ายของจดหมายว่า การเมืองของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเรื่องทางธุรกิจ แต่อย่างน้อย ส.ส.ไทยชุดปัจจุบันล้วนมาจากการเลือกตั้ง และไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารปี 2549 ดังนั้นชาวต่างชาติจึงควรระมัดระวังในการนำมาตรฐานของตะวันตกไปใช้กับการเมืองไทย
นี้กระมั้งจึงเป็นปฐมบทให้ "ลม เปลี่ยนทิศ" ได้เขียนบทความในคอลัมน์"หมายเหตุประเทศไทย" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันจันทร์ที่ 24 พ.ค.และ 25 พ.ค.โดยตั้งหัวเรื่องว่า "ทำบ้านเมืองให้น่าอยู่ต้องปฏิรูปสื่อครั้งใหญ่" ได้อ่านเท่านี้ก็นึกในใจว่า "ได้บอกไทยรัฐ" แล้วหรือยัง ย้ำนะนึกในใจจริงๆๆ "ลม เปลี่ยนทิศ" ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศไทยและสรุปว่า"ปฏิเสธไม่ได้ว่า "อิทธิพลสื่" ที่ถูกนำไปใช้ในการชี้นำและโฆษณาชวนเชื่อ มีส่วนอย่างมากในการทำให้คนไทยและสังคมไทยเปลี่ยนไป เกิดความแตกแยกเป็นฝักฝ่ายชัดเจน" พร้อมกับยิบยกจดหมายเปิดผนึกของคณาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัยเรื่องแนวทางการสร้างสรรค์สันติภาพแก่สื่อและสังคมไทยรวม 8 ข้อดังนี้ 1) การนำเสนอข่าวในสื่อทุกประเภทพึงยึดหลักความถูกต้อง จรรยาบรรณวิชาชีพ และประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะการแสวงหาข้อมูลที่ตรวจสอบได้และนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ปราศจากความเป็นฝักเป็นฝ่าย 2) สื่อไม่ควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความรุนแรง ที่แบ่งฝักฝ่ายสองขั้วอย่างชัดเจน และความขัดแย้งที่มีเป้าหมายเดียวเพื่อเอาชนะ โดยเน้นหาผู้ชนะและผู้แพ้ แต่สื่อควรให้ความสำคัญกับสเหตุและผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความรุนแรงและความขัดแย้ง เช่น ความชอกช้ำทางจิตใจ และความสูญเสียของสังคมและประเทศชาติ โดยภาพรวม มากกว่า การนำเสนอภาพความสูญเสียที่กระทบอารมณ์ความรู้สึก การสอดแทรกวาระทางการเมือง การกระตุ้นยอดขาย หรือ การแสวงผลประโยชน์ทางการตลาด 3) การนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ส่อเสียด ยุยง หยาบคาย และการปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง หรือ พฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรงใดๆ 4) สื่อควรมุ่งเน้นบทบาทของการเปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเสนอเหตุผลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุแห่งความขัดแย้ง และเพื่อหาทางออกในการคลี่คลายปัญหา และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม 5) ในกรณีที่มีการละเมิดกฎหมายหรือจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง องค์กรกำกับดูแลที่เป็นอิสระของรัฐ และองค์กรกำกับดูแลตนเองในวิชาชีพสื่อ จำเป็นต้องแสดงบทบาทที่ชัดเจนและเคร่งครัดโดยไม่เลือกปฏิบัติ และไม่จำเป็นต้องรอการร้องเรียน 6) การใช้สื่อเพื่อเป็นช่องทางในการก่อการร้าย ก่อวินาศกรรม อันอาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งทางร่างกาย ทรัพย์สิน และจิตใจ จำเป็นต้องมีการจัดการตามกฎหมาย และ กระบวนการยุติธรรมให้เด็ดขาด 7) รัฐ ควรสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้สื่อข่าวในภาวะวิกฤตินี้จะได้รับเสรีภาพ และ สวัสดิภาพในการทำหน้าที่ผู้แจ้งข่าวสารให้ประชาชน โดยไม่ตกเป็นเป้าหมายในการก่อวินาศกรรม หรือ การข่มขู่ คุกคาม และปองร้ายใดๆ ในขณะเดียวกัน องค์กร/สมาคมวิชาชีพสื่อและ องค์กรที่เป็นเจ้าของสื่อควรส่งเสริมและดูแลสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าว และผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงให้เพียงพอและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 8) องค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ และสิทธิเสรีภาพ ควรรณรงค์ในประเด็นของความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆกับการใช้เสรีภาพสื่อที่สร้างสรรค์และ สอบทานได้ ท้ายสุด "ลม เปลี่ยนทิศ" ได้เสนอให้มีการปฏิรูปองค์กรสื่อครั้งใหญ่เพื่อทำให้บ้านเมื่อน่าอยู่ ก็ได้แต่นึกชมอยู่ในใจในช่วงที่บ้านเมืองไทยวิกฤติก็เห็นมีแต่พระลม (ลม เปลี่ยนทิศ) พระเพลิง(เปลว สีเงิน) พระว.(พระมหาวุฒิชัย วุทธิเมธี) พระป.(ปยุทธ ปยุตฺโต-ประยูร ธัมมจิตโต) พระพ.(พระพุทธทาส-พิศาล วิศาโล) ออกมาเทศน์เตือนสติสังคมไทย พระนอกจากนี้ (ส่วนมาก) จำวัดสนิท) แต่ถึงกระนั้นสังคมไทยก็ไม่นำพาจนเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมาจนได้ จึงไม่ใช่เฉพาะองค์กรสื่อเท่านั้นที่ต้องปฏิรูป คณะสงค์เองก็ต้องปฏิรูปเช่นกัน ก็ได้แต่คิดในใจอีกเช่นกันว่าถึงเวลาแล้วต้องสังคายนาประเทศไทยใหม่ทุกระบบ สำราญ สมพงษ์รายงาน วันที่ 25 พ.ค. พ.ศ.2553
|
|