ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีวิสัยทัศน์มุ่งหมาย ให้มนุษย์เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษยชาติทั้งมวล มนุษย์จะได้เข้าใจตนเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นพื้นฐานให้เกิดความเข้าใจอันดีและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นเพื่อให้เกิดแนวทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในมิติต่างๆ ศูนย์ฯโดยกลุ่มวิจัยความขัดแย้งและพหุวัฒนธรรมนิยมจึงได้จัดเสวนาชวนถกเรื่อง"พหุวัฒนธรรมนิยม"ครั้งที่ 6 ขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2554
ช่วงเช้าเป็นการชมภาพยนตร์เรื่อง the class ช่วงบ่ายเป็นการเสวนาเรื่อง "ยลพหุวัฒนธรรมนิยม" โดยยกพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติประเทศฝรั่งเศสมาเป็นกรณีศึกษา มีวิทยากรให้ความรู้คือนายชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์สุดแดน วิสุทธิ์ลักษณ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ชวนถก
นายชีวสิทธิ์ได้ฉายภาพของพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติประเทศฝรั่งเศสที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1931 ซึ่งอยู่ในยุคล่าอาณานิยม ซึ่งเป็นการแสดงวิถีชิวิตของมนุษยชาติที่ตกเป็นเมืองขึ้นอย่างเช่นประเทศเวียดนาม เขมร เป็นต้น และมีปรับปรุงและจัดแสดงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนายชีวสิทธิ์ได้สะท้อนมุมมองว่าแม้นจะสะท้อนให้เป็นว่าเป็นการให้เกียรติชาติพันธุ์ที่อยู่ภายใต้อาณานิยมก็ตาม แต่แฝงไว้ด้วยเป้าหมายทางอำนาจทางการเมืองและการโฆษณาชวนเชื่อด้วย นอกจากนี้ยังมองว่าการนำศิลปะชาติพันธุ์ภายใต้อาณานิคมมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างถิ่นอาจจะไม่สามารถสะท้อนมุมมองได้ครบถ้วน เป็นไปได้ควรจะนำศิลปวัตถุเหล่านั้นกลับไปอยู่ถิ่นเดิม
อาจารย์สุดแดนได้ฉายภาพพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติประเทศฝรั่งเศสเพิ่มเติมนายชีวสิทธิ์แล้ว ยังได้ยกพิพิธภัณฑ์ "quaibranly" ที่สร้างโดย"ชาร์ค ชีรัค"อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่แสดงในมุมมองของมานุษยวิทยา ว่า"เป็นเรื่องธรรมดาของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่มักจะสร้างพิพิธภัณฑ์ฝากไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาก่อนที่ชีวิตจะจากโลกนี้ไป(ทำให้เกิดความคิดว่าแล้วนายกรัฐมนตรีของไทยได้ฝากอะไรไว้เช่นนี้บ้าง) และที่น่าสนใจถือมีภาพวาดทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสช่วงกรุงศรีอยุธยาด้วย อย่างไรก็ตามาจารย์สุดแดนก็ได้เปิดเผยว่า"ชาร์ค ชีรัค"เป็นผู้สะสมของเก่าตัวยงเช่นกัน
หลังจากนั้นอาจารย์ยุกติได้ชวนถกโดยได้เปรียบเทียวกับพิพิธภัณฑ์ไทยว่า คนไทยมีประสบการณ์เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์จำกัด อาจจะทำให้มองข้ามในบ้างประเด็นที่พิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสมีแต่ของไทยไม่มี และจากมุมมองของพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติประเทศฝรั่งเศสนั้นสามารถอธิปายเป็นคู่ได้เช่นนี้
1.ที่อยู่ของสิ่งที่นำมาแสดง ระหว่างเรากับคนอื่น ฝรั่งเศสได้สะท้อนมุมมองของคนอื่นด้วยขณะที่ไทยไม่แสดง ทั้งๆที่ไทยเองก็เคยเป็นนักล่าอาณานิคมมาก่อน 2.สิ่งของที่นำมาแสดงฝรั่งเศสได้สะท้อนความเหมือนและความแตกต่างอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยไม่ค่อยพูดถึง 3.สิ่งของที่นำมาแสดงนั้นมี ทั้งของมีค่าและสิ่งของธรรมดา ขณะที่ไทยเน้นแต่ของมีค่าและของคนสำคัญเท่านั้น ทั้งๆที่ของคนธรรมดานี้สะท้อนความเป็นมนุษย์ได้ดี 4.แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของชาติแต่ไม่ลืมความเป็นมนุษย์ 5.สะท้อนความเป็นจริงกับความคิดสร้างสรรค์เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็สะท้อนเพียงด้านศิลปะเท่านั้น และ6.สะท้อนความเป็นรอยแผลของตัวเองที่สร้างให้กันชาติพันธุอื่นด้วยขณะที่สยามไม่ค่อยให้ความสนใจ
จากข้อมูลต่างๆที่ได้รับจากวิทยากรนี้ทำให้เกิดความคิดว่าเป็นประโยชน์กับนักพิพิธภัณฑ์ไทยเป็นอย่างมากแต่วันนี้ไม่มีใครเข้าร่วมรับฟังเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสะท้อนความเป็นรอยแผลของตัวเองที่สร้างให้กันชาติพันธุอื่น แม้นว่านายชีวสิทธิ์จะบอกว่า "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทยได้สะท้อนออกมาบ้าง แต่ก็ยังน้อยและภาครัฐและรัฐบาลยังไม่ให้ความสนใจ" นอกจากนี้ควรจะศึกษาพิพิธภัณฑ์ของประเทศที่เป็นนักล่าอาณานิคมอื่นๆออกมาด้วยอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมถึงจีนด้วย เพื่อจะทำให้ได้ทราบมีมุมมองของความเป็นมานุษยวิทยามากน้อยเพียงใดหรือก็ยังเป็นนักอาณานิคมอยู่เช่นเดิม
ส่วนไทยเองแม้นว่าจะมีหอศิลป์สะท้อนมุมมองเช่นพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติประเทศฝรั่งเศสอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เป็นเอกภาค มีลักษณะต่างคนต่างทำ ความสนใจก็ยังอยู่ในวงจำกัด จึงยากที่จะเข้าถึงคนหมู่มาก ดังนั้น แนวความคิดเรื่อง "พหุวัฒนธรรม" ยังยากที่เกิดขึ้นในสังคมไทย